Suffering Truth or Perfect Dream

เนื่องในโอกาสสอบมิดเทอมเสร็จสิ้น ถึงแม้จะมีวิชาที่ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่มันก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะนั่งจมกับความผิดพลาดที่แก้ไขอะไรไม่ได้ คงได้แต่เพียงรบรับผลกรรมที่ทำแต่ใดมา . . . ที่พูดมานั้นเป็นเพียงส่วนขยายของประโยคนี้เท่านั้น ฮ่าๆๆๆ ที่ผมอยากบอกจะก็คือ วันนี้สอบเสร็จแล้ว แล้วก็ได้ไปเดินสยามเป็นครั้งแรก ครั้งแรกจริงๆ ครั้งแรกตั้งแต่เปิดเทอมมา ไม่ได้ไปเดินเลย = =’ ไม่เข้าใจเหมือนกัน เรียนหนักอะไรกันนักหนา ตอนนี้ส่วนขยายของประโยคเริ่มยาวอีกแล้ว เรามาต่อที่สาระกันเถอะ พอถึงสยามปุ๊บ ก็ไปดูหนัง กินข้าว ฟูจิ ซึ่งมีประเด็นอยู่ที่ หนังที่ผมไปดูวันนี้คือ

Read more

Now! The life of Junior is begining.

1224022963

ทางเดินที่แสนสั้นในชีวิตมหาลัยของผม เดินมาได้ครึ่งทางแล้วสินะ รู้สึกตัวเองแก่อย่างไรก็ไม่รู้สิ เอากันตรงๆ เลยนะ ระยะห่างของชีวิตเพียงแค่ช่วงซัมเมอร์ระหว่าง ปี2 กับ ปี3 รวมเวลาไม่กี่เดือนดี แต่ผมรู้สึกแก่ขึ้นเป็นโขเลย เปิดเทอมมา นั่งมองน้องปีหนึ่ง ใส่เปปเปอร์มิ้นท์ ใส่ไทด์ กันแล้วรู้สึกเขาดูเด็กกันมากๆ ทั้งๆที่ผมก็ถอดมาตั้งแต่ปีสองแล้ว แต่ทำไมไม่เห็นรู้สึกหว่า?? ฮ่าๆ แล้วพอมามองตัวเอง เฮ้ยยย! รู้สึกดูแก่ขึ้นทันตา อารมณ์มันเหมือน เปลี่ยนจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ในชั่วเวลาไม่นาน แบบรู้สึกว่า อ่าๆ! อีกไม่นานก็ต้องฝึกงานแล้วนะ อีกไม่นานก็ต้องทำงานแล้วนะ ต้องออกจากสังคมการเรียนแบบเด็กๆ ไปสู่โลกแห่งการทำงาน หรือต่อให้ผมมีโอกาสได้ต่อโท ก็เป็นการเรียนที่แบบผู้ใหญ่ คงไม่เหมือนตอน ป.ตรีแล้ว จริงๆ ตอน ม.6 ขึ้น ปี1 ผมยังไม่รู้สึกว่าชีวิตผมเปลี่ยนแปลงขนาดนี้เลย รู้สึกตื่นเต้นมากกว่า ว่าแบบได้เปลี่ยนที่เรียน รู้สึกยังเป็นเพียงเด็กที่โตขึ้น

แต่มันช่างต่างกับความรู้สึกตอนนี้มากมายเหลือเกิน ผมเริ่มรู้สึกกลัวๆ ที่จะเผชิญกับอนาคต อาจจะเป็นเเพราะซัมเมอร์ที่ผ่านมา ผมเองก็เริ่มรู้สึกว่า ผมไม่ได้เก่งอย่างที่ผมเคยคิดไว้ สิ่งที่คิดว่าทำได้ ก็ทำไม่ได้ (ปล. ผมไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งอะไรมาก เพียงแค่คิดว่าน่าจะทำได้มากกว่านี้) คือ ผมได้ B+ Elective Courses ทั้งสองตัว แล้วยังเทอมปลายตอนปีสองอีกตัวนึง ตอนนี้รวมๆ ผมได้ B+ Elective Courses มา 3 ตัวละ อืมมมมม ถ้าถามความรู้สึก มันก็แบบ เศร้าครับ ตัวผมเองก็หวังไว้ A คิดว่าก็แค่ วิชาเลือกน่ะๆ ทำได้อยู่แล้ว สุดท้ายผมเป็นเพียงส่วนน้อยที่ได้ B+ ด้วยซ้ำไป พอเห็น B+ สามตัวติดกันแบบนี้ มันเหมือนความหวังมันพังลงมา ผมเริ่มรู้สึกเสียความมั่นใจในชีวิตอนาคตต่อไป เริ่มคิดว่า อนาคตทั้งหลายที่เราฝันเอาไว้มันยิ่งใหญ่ และยากกว่านี้อีกมากนัก แค่นี้เรายังทำไม่ได้ แล้วฝันอันยิ่งใหญ่นั้นเราจะทำได้หรือ??

ผมเองก็พยายามทำใจให้ลืมเรื่องนี้อยู่หลายวัน แต่มันก็ทำไม่ได้ เพราะยังไงเกรดมันก็หลาอยู่ใน CR60 ของผม แล้วมันยังฝังอยู่ในสมองผมอีก จนผมคิดว่าบางที่ถ้าผมเอามันออกจากชีวิตไม่ได้ ผมจะเสียใจกับมันไปอีกนานแค่ไหน ก็คงไม่มีประโยชน์ ผมน่าจะอยู่กับมันอย่างมีความสุขมากกว่า อย่างน้อย B+ สามตัวนี้ก็ทำให้ผมรู้จักความผิดหวัง ทำให้ผมสามารถเตรียมใจที่จะรับมือกับความผิดหวังที่อาจจะมากมายกว่าครั้งนี้อีกมากนัก ทำให้ผมรู้ว่า ผมอาจจะหวังให้สูงยังไงก็ได้ แต่ผมก็ต้องรับมือกับความผิดหวังให้ได้ด้วย แต่ผมก็ยังเชื่อว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ความผิดหวัง แต่เป็นการมีชีวิตอยู่อย่างไม่มีความหวัง เพราะกลัวผิดหวังมากกว่า
Read more

จุดเริ่มต้นของความฝัน สู่ Harvard Business School

FG001832

ครั้งหนึ่งเมื่อสมัย ม.ปลาย ผมเคยมีความฝันอันแรงกล้าที่จะเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ได้ ถึงแม้ตอนนั้นผมจะเป็นเด็กห้องสุดท้ายของสายวิทย์ ในโรงเรียนชานเมือง ที่ใครๆ ก็ดูถูก ชนิดที่ว่า ขึ้น ม.4 มาครูก็ชี้หน้าเอาไว้ว่า เชื่อเถอะ เด็กห้องท้ายๆ อย่างพวกเธอน่ะ เอ็นติดกันไม่ถึงครึ่งห้องหรอก มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่เคยคิดที่จะบอกความฝันในการอยากเรียนที่จุฬาฯ กับใครซักเท่าไร เพราะพูดไปตอนนั้นคงมีแต่คนหัวเราะ เอาจริงๆนะ ตัวผมยังไม่อยากจะเชื่อในตัวเองซักเท่าไรเลยว่าจะืทำได้ แต่จะทำยังไงล่ะ ฝันแล้วมันก้ต้องพยายามให้มากที่สุด

ซึ่งสุดท้ายแล้วผมก็สามารถเข้ามาเรียนที่นี่จนได้ ถึงแม้มันจะไม่ได้ยากอย่างที่คิดแต่ผมก็ภูมิใจที่สามารถได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ความฝันผมยังไม่จบแค่นั้น ตอนเข้ามาผมก็พอจะรู้ตัวเองอยู่เหมือนกันว่ามีความสามารถพอที่จะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯได้ แต่ผมก็รู้ต่อไปอีกว่า เมื่อเข้าไปแล้วผมก็คงไปเป็นฐานให้คนระดับหัวกะทิพวกนั้น คือผมไม่มั่นใจพอว่าผมจะสามารถเรียนศณะวิศวกรรมศาสตร์ ให้จบด้วยเกรดดีๆได้ ผมจึงเข้าคณะวิทยาสาสตร์ ภาคเคมีวิศวกรรมแทน ซึ่งเรียนเหมือนวิศวกรรมเคมี ที่ผมอยากเข้าอยู่แล้ว ซึ่งความฝันของผมหลังเข้ามาได้ก็คือ ทำเกรดให้ได้เกิน 3.00 เป็นพอ พ่อผมมักจะบอกอยู่เสมอว่า เรียนที่ไหนมันไม่สำคัญหรอก มันสำคัญที่เกรดตอนจบต่างหาก เรียนที่ไม่ยากมากแต่เราสามารถทำเกรดให้ได้ถึง 3.00 ดีกว่า ถึงตอนนี้เกรดผมก็เกินจุดนั้นมาเรียบร้อยแล้ว ผมเดินมาถึงจุดที่ผมควรจะสร้างความฝันต่อไปได้แล้ว

วันนึงผมอยู่กับตัวเอง และหยุดคิดถึงชีวิตในอนาคตหลังเรียนจบ มันยังดูมืดมน ผมยังไม่เห็นที่ทางไปของผมได้แน่ชัดเลย แค่จะเรียนต่อโทไปก่อน หรือจะออกมาทำงานเลยผมเองก็ยังคิดไม่ออกเลย ผมจึงได้เริ่มหาข้อมูลมากมาย ว่าจริงๆ แล้วผมควรจะเดินไปทางไหน และด้วยอะไรหลายๆ อย่างมันทำให้ผมมาจบลงที่การเรียนต่อทาง MBA ที่ Business School จริงๆแล้วผมก็ยังแอบดูถูกตัวเองเอาไว้เหมือนกัน ว่าคงไม่ได้ไปเรียนที่นั่นหรอก เพราะผมไปค้น profiles ของคนที่เข้าเรียนที่นั่นได้ เรียกว่าระดับเทพๆ ทั้งนั้น ไม่มีที่ติเลย ทั้งการเรียนดี กิจกรรมเด่น มีความก้าวหน้าทางการงาน มีฐานะทางการเงินและสังคมระดับ hi-class IQ EQ สูง มี leadership สูง และ human relations ดี ไหวพริบเป็นเลิศ ซึ่งไม่รู้ว่าต้องทำบุญ แล้วเกิดใหม่อีกกี่ชาติผมถึงจะมี Class-A Profile ระดับนั้นได้ แต่อย่างไรก็เถอะ ยังไงผมก็จะยังขอลองเดินตามความฝันของผม แม้ตอนนี้มันจะอยู่ไกลจนแทบมองไม่เห็นหนทางจะไปให้ถึง แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ลองเดินไปดูเลยใช่ไหมครับ?
Read more

Artificial Intelligence

ai_artificial_intelligence

นานมาแล้วสำหรับหนังเรื่องนี้ ซึ่งเข้าโรงเมื่อปี 2001 นู่น นับนิ้ว นับอายุไปมา ช่วงนั้นผมเองยังแค่ ป.3 ป.4 ได้ล่ะมั้ง ตอนนั้นจำได้ลางๆ ว่าเคยดูหนังเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน พอจะจำเรื่องราวหนังคร่าวๆ ได้ แต่ตอนนั้นคงเด็กเกินมั้งเลยดูเข้าใจไม่หมด แต่ถึงจะเข้าใจไม่หมด ดูแล้วมันก็เศร้าอยู่ดี เป็นหนังที่เศร้ากินใจมากๆ เมื่อวานก็เลยไม่รู้นึกยังไง หยิบมาดูอีกรอบนึง แม้จะจำตอนสุดท้ายได้แล้วว่ามันจะต้องเศร้ายังไงแต่ดูอีกทีมันก็ยังเศร้าอยู่ดี
Read more

Sophomore ,term2

ตอนนี้ชีวิตวัยมหาลัยของผมก็เดินมาถึงครึ่งทางแล้ว (จะดีใจ หรือ เสียใจดี) แต่ผมว่าผมก็มีความสุขกับชีวิตวัยมหาลัยอยู่นะ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ผมไม่เคยประสบความสำเร็จด้านการเรียนในชีวิตที่ผ่านมาซักเท่าไร เกรดก็สามต้นๆ มาตลอด แต่พอขึ้นมหาลัยมาปุ๊บ ไม่รู้เพราะอะไร เกรดถึงขึ้นเอาๆ ฮ่าๆ สงสัยคงเป็นเพราะได้เรียนสิ่งที่ชอบล่ะมั้ง

แต่อย่างไรก็ดี ช่วงนี้ผมถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า ผมชอบสายนี้จริงๆ หรือ คือหมายถึงว่าโอเค ผมอาจจะเรียนได้ดี แต่เวลาไปทำงานล่ะ ผมเริ่มเกิดความไม่แน่ใจตรงนี้ ไม่รู้ว่าในการฝึกงานในซัมเมอร์ปีหน้าจะมีคำตอบให้ผมหรือปล่าว เพราะผมยังต้องใช้คำตอบนี้มาใช้ในการเลือกเรียน ป.โท อีก ว่าจะเรียน MS M.Eng. หรือ MBA ดี ยิ่งคิดก็เหมือนจะยิ่งเครียด เพราะผมเองก็ตั้งเป้าหมายไว้คร่าวๆ ว่าแบบ เออ เรียน ป.โท เนี่ย อยากไปเรียนต่างประเทศว่ะ แต่ถ้าไปทาง MS M.Eng. ก็ช่างๆ ใจอยู่เหมือนกัน ว่าจะไปรอดไหม แค่ลำพังจะใช้ชีวิตให้รอดก็ลำบากแล้ว จะต้องมาเจอกับวิชายากอีกหรอ?? แต่ถ้าเป็น MBA สายนี้เค้าก็ต้องการประสบการณ์ในการทำงานพอสมควร ซึ่งคิดไปคิดมา ก็มีสองทางเลือกที่พอจะเ็ป็นไปได้ คือจบแล้วต่อโทในไทยเลย (คิดเล่นๆไว้ว่าจะต่อวิทยาลัยปิโตร) หรือจบแล้วออกมาทำงานก่อน หาตัวเองว่าชอบงานสายนี้จริงๆ หรือปล่าว?? แล้วระหว่างนั้นอาจจะหาทาง improve ภาษาไปด้วย เผื่อโอกาสไว้ได้ไปนอกน่ะ ฮ่าๆ ยิ่งคิดยิ่งไกล กว่าจะจบยังมีฝึกงาน project อีก กว่าจะถึงจุดๆนั้น คงมี ideas อีกเยอะล่ะม๊างงงงง

แต่ยังไงก็ตาม ขอบ่นวิชาที่เรียนผ่านมาเทอมนี้นิดนึงละกัน

grade

2103101 Engineering Drawing
ตั้งแต่สมัยปีหนึ่ง ผมใฝ่ฝันจะได้เรียนวิชานี้ไวๆ แต่พอมารู้ว่ากว่าจะได้เรียนก็ปีสองเทอมสอง ก็แอบโวยวายนิดนึง คือผมเคยหลง(ผิด)คิดไปว่า ผมน่าจะทำวิชานี้ได้ดี เพราะผมเคยเรียนมาสมัย ม.ปลาย แต่พอได้เรียนจริงๆ วิชานี้ทำผมแทบบ้ากันเลยทีเดียว ด้วยการบ้านทุกอาทิตย์ ที่ต้องการความบรรจง ประณีตสุดๆ ชนิดที่ว่าไม่มีใครคิดว่าจะหาคุณสมบัตินี้ได้จากผม แต่ก็จริงๆนะ การบ้านของผมแต่ละกัน เต็ม10 ได้ 6บ้าง 7บ้าง ฟุกๆ หน่อยได้ 9 น๊านๆๆๆ ทีจะได้ 10 ซึ่งไองานที่ได้ 10 ก็เหมือนไม่ค่อยมีอะไรเท่าไร แบบคนอื่นๆ เค้าก็ได้กันทั้งนั้น ผมล่ะท้อใจกับวิชานี้มากๆ
Read more